วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2550

جارالله ...อาแบมีน้องคนใหม่แล้ว



جارالله


ญารุลลอฮฺ



หมายถึง ผู้ใกล้ชิดองค์อัลลอฮฺ


ญารุลลอฮหลับปุ๋ย.. หลังจากคลอดประมาณ 10 ช.ม. ภาพเมื่อวันอังคารที่ 2 ตุลาคม 2550 เวลา 15.40 น. ห้องพิเศษ 12 รพ.ยุพราชสายบุรี


ญารุลลอฮฺ คือชื่อน้องชายของ อาแบ(ญามาลุดดีน) & ญาลา(ญาลาลุดดีน)


ลืมตาดูโลกดุนยา เมื่อตอนเช้าหัวรุ่ง หลังละหมาดซุบฮฺ เวลา 05.30 น.

ของวันอังคาร ที่ 2 ตุลาคม 2550 ตรงกับวันที่ 20 ของเดือนรอมฎอน 1428

ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสายบุรี

ตอนแรกเกิดน้องมีน้ำหนัก 2,350 กรัม สุขภาพแข็งแรง ร้องไห้ดัง

ผมดกดำ ผิวขาวแดง เหมือนอาแบ.......

น้องนอนหลับตาพริ้ม ข้าง ๆ อุมมี ในห้องพักหลังคลอด

อุมมี อาบี และมาซู มีสีหน้ายินดีที่น้องคลอดออกมาอย่างปลอดภัย

อาบีตั้งชื่อน้องว่า ญารุลลอฮฺ หมายถึง ผู้ใกล้ชิดอัลลอฮฺ

เวลาประมาณเกือบเที่ยง อุมมีและน้องได้ย้ายไปนอนพักที่ห้องพิเศษ 12

อาแบ ญาลา อัฮหมัด อาเดะซีรีน บาบอ คอลา และมาซู ได้มาเยี่ยม

ทุกคนต่างตื่นเต้นและยินดีที่มีสมาชิกครอบครัวคนใหม่

โดยเฉพาะอาแบกับญาลา ที่ดูตื่นเต้นและดีใจเป็นพิเศษ

ที่ได้เห็นหน้าน้องเล็กเป็นครั้งแรก

และพูดกับทุกคนว่า....

"อาเดะอาแบ นี่อาเดะอาแบ อาเดะอาแบ อาเดะอาแบฮาลุฮ์"

น้องญารุลลอฮฺได้ตื่นลืมตามองทุกคน....ทุกคนต่างยิ้ม ชื่นชม

น้องดูปกติทุกอย่าง.........

ทุกอย่างดูปกติ....ทุกอย่าง... เพียงแต่น้องยังไม่ยอมกินนมอุมมี

พยาบาล... อุมมี... พยายามให้น้องดูดนม แต่น้องไม่ยอมดูด

จนกระทั่งตอนเย็นเวลาประมาณ 18.10 น. น้องได้เริ่มดูดนมอุมมี

พร้อม ๆ กับอาบีเปิดปอซอ...

ดู อุมมีมีรอยยิ้ม...คลายกังวล...มีความสุข

ที่น้องเริ่มดูดนมแล้ว...เป็นการดูดนมครั้งแรกของน้อง

น้องดูดนมได้สักพักแล้วก็หลับไป...

เวลาประมาณ 2 ทุ่ม น้องได้ตื่นขึ้นแล้วร้องไห้

อุมมีพยายามให้น้องดูดนม...แต่น้องไม่ยอมดูด ร้องไห้อย่างเดียว

อุมมีพยายามกล่อมน้อง ให้หยุดร้องไห้ สักพักน้องก็หยุดร้อง

แต่ยังไม่ยอมดูดนมอุมมี

ตอนนั้น น้องยังไม่หลับ น้องลืมตามองอุมมี มองอาบี

น้องยังร้องมีเสียงออกมา...... ตลอดทั้งคืน.....................

เวลา 5.00 น. ใกล้สว่างแล้ว อาบีได้ไปตามพยาบาลอีกครั้ง

น้องได้สำลักอาเจียน มีน้ำออกมา

ตอนนั้น น้องหายใจขัด หยุดหายใจช่วง ๆ เท้าเขียว

เหมือนขาดออกซิเจน

เวลา 5.30 น. พยาบาลมาที่ห้องและได้นำน้องไปที่ห้องเวรพยาบาล

พร้อมเรียกหมอมาดูอาการ...

หลังจากการเช็คชีพจร วัดความดัน ตรวจเลือด พบว่า.....

น้องมีชีพจรการเต้นหัวใจช้า น้ำตาลในเลือดต่ำ อุณหภูมิร่างกายต่ำ ตัวเย็น

คุณหมอและพยาบาลได้ช่วย ใส่ออกซิเจน นำเข้าตู้ เพื่อเพิ่มอุณหภูมิร่างกาย

แต่อาการของน้องก็ไม่ดีขึ้น หมดบอกว่าต้อง Refer ไปที่โรงพยาบาลปัตตานี

เพราะที่นั้นมีหมอเด็กเฉพาะ

น้องไปโรงพยาบาลปัตตานี อุมมีและมาซูก็ไปพร้อมกัน ด้วยรถของโรงพยาบาล

เมื่อถึงปัตตานีหมอให้น้องอยู่ตึกเด็ก ห้องพิเศษสำหรับเด็กที่มีปัญหาหลังคลอด

เป็นห้องที่อาแบคุ้นเคยมาก เพราะอาแบเคยไปนอนแล้วประมาณ 2 เดือนเมื่อครั้นอาแบเกิดใหม่ ๆ เพราะอาแบเองก็มีปัญหาเกิดก่อนกำหนด อายุครรภ์เพียงแค่เจ็ดเดือน แต่อัลฮัมดุลิลาฮ ที่อัลลอฮให้อาแบอยู่ได้ถึงวันนี้

อาบีมาถึงโรงพยาบาลปัตตานี ประมาณเที่ยงกว่า ๆ เพราะเพิ่งเคลียร์งานเสร็จ
หมอที่โรงพยาบาลปัตตานี บอกว่า อาการยังไม่ดี ยังน่าเป็นห่วง

วินิจฉัยเบื้องว่า อาจจะติดเชื้อในเลือด น้องไม่ยอมกินนม และยังไม่ได้อึ และฉี่ครั้งเดียวตั้งแต่คลอด

ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของหมออย่างใกล้ชิดตลอดเวลา

ต้องรอผลการตรวจเลือดอีก 3 วัน

และให้อาบีและอุมมีกลับบ้านเพราะไม่อนุญาตให้พ่อแม่เฝ้ากลัวเด็กจะติดเชื้อ

โดยได้ขอเบอร์โทรของอาบี ของอุมมี สำหรับติดต่อ

อาบี อุมมี มาซู และอัมมู กลับมาถึงบ้านเวลา 14.30 น.

เราทุกคนได้ขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺ ว่า โอ้อัลลอฮฺ ถ้าน้องญารุลลอฮฺยังไม่ถึงอาญัล และมีชีวิตอยู่ต่อไปสามารถทำประโยชน์ต่อศาสนาของพระองค์ ก็ขออัลลอฮฺให้น้องปลอดภัยและเป็นปกติโดยเร็ว แต่ถ้าถึงอาญัลของเขาแล้ว ก็ขอให้อัลลอฮฺนำน้องกลับไปสู่ความเมตตาของพระองค์โดยเร็ว อย่าให้น้องต้องเจ็บปวดทรมานจากสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยเถิด...อามีน

อุมมีได้กลับมานอนพักผ่อนเพราะร่างกายเหนื่อยล้าตลอดทั้งวัน

อาบีไปทำงานต่อที่สำนักงาน...จนกระทั่ง

เวลา 15.27 น. เสียงโทรศัพท์ของอาบีดังขึ้น........

"ฮัลโหล คุณพ่อของเด็กมาจากสายบุรีใช่มั้ยค่ะ

ลูกอาการแย่ลง ตอนนี้คุณพ่ออยู่ที่ไหนค่ะ...............................

..................................................................................................

................................................................................................."

อาบี อุมมี ไปถึงโรงพยาบาลปัตตานี เวลา 16.20 น.

น้องอยู่ยังอยู่ในตู้มีสายออกซิเจน เครื่องวัดการเต้นของหัวใจ สายน้ำเกลือ

ตาหลับสนิท แต่ยังหายใจเบา ๆ ร่างกายของน้องเริ่มปรากฏเป็นสีม่วงเขียวตามปลายเท้า ขา แขน

อันเกิดจากเส้นเลือดหดตัว เพราะหัวใจไม่สูบฉีดส่งเลือดมาเลื้ยงอวัยวะต่าง ๆ แล้ว

เลือดได้ไปหล่อเลี้ยงสมองเท่านั้น

พยาบาลบอกว่า อาการของเด็กทรุดลง และหัวใจได้หยุดเต้น หมอได้ฉีดยากระตุ้นหัวใจแล้ว

แต่ก็ไม่ดีขึ้น.......ตอนนี้ที่เด็กหายใจอยู่เพราะเครื่องช่วยหายใจเท่านั้น

และหัวใจได้หยุดเต้นแล้วเมื่อเวลา 16.10 น....................................

..............ถึงตอนนี้ น้องยังหายใจอยู่ ตาหลับสนิท

เสียงของเครื่องมือแพทย์ยังดังขึ้นเรื่อย ๆ

อาบีบอกหมอว่า จะขอเอาน้องญารุลลอฮฺกลับบ้านเลย....

ก่อนที่หมอจะถอดสายช่วยหายใจ อาบีได้กล่าวซาฮาดะห์ที่ข้างหูของน้องหลายครั้ง

และได้อ่านยาซีน.... พยายามอ่านให้จบด้วยเสียงที่สั่นเครือ น้ำตาไหลอาบแก้ม อ่านดัง ๆ ใกล้หูของน้อง

และแล้วน้องก็หยุดหายใจเมื่อพยาบาลได้ปิดเครื่องช่วยหายใจ..................................

น้องได้กลับไปสู่ความเมตตาขององค์อัลลอฮ เมื่อเวลา 16.53 น. ตอนเย็น

ของวันพุธ ที่ 3 ตุลาคม 2550 ตรงกับวันที่ 21 รอมฎอน 1428

ณ โรงพยาบาลปัตตานี

มัยยิตของน้องถึงบ้านเวลาประมาณ 17.50 น. ใกล้กับเวลาเปิดปอซอ

ในตอนกลางคืนหลังจากละหมาดตะรอเวี้ยะฮ์ คืนที่ 22 รอมฏอน 1428

บรรดาญาติ ๆ เพื่อนบ้าน และเด็กนักเรียนปอเนาะร่วมละหมาดญานาซะห์ในบ้านของอาบูและมาซู

คอลีแมกาเบร ปอเนาะปาวห์ เป็นอีหม่ามนำละหมาดญานาซะห์

อาบีเป็นคนอุ้มมัยยัตของน้องไปกูโบร์....โดยมีญาลาเดินตามหลังอาบีมาติด ๆ

พร้อม ๆ กับทุกคนที่ร่วมละหมาดญานาซะห์ ได้เดินตามหลังกันมา

อาบีกับคอลีโต๊ะอีหม่าม ได้นำมัยยัตของน้องลงหลุมฝัง

อาบี คอลี และจูกิม ได้ช่วยกันดำเนินการฝังมัยยัต..........

หลังจากฝังเรียบร้อยแล้ว ทุกคนได้ร่วมกันอ่านกุลฮัวลอฮฺและขอดุอาอฺ

ร่างของน้องได้ฝังไว้ที่กุโบร์หลังปอเนาะตะบิ้ง

เมื่อเวลาประมาณ 21.20 น.

ในค่ำคืนที่ 22 ของเดือนรอมฏอน ปีฮิจเราะฮ์ 1428 ...............................


เนื่องด้วยความกรุณาของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) พระองค์กล่าวว่า


وَالَّذِينَ آمَنُوا وَاتَّبَعَتْهُمْ ذُرِّيَّتُهُم بِإِيمَانٍ أَلْحَقْنَا بِهِمْ ذُرِّيَّتَهُمْ وَمَا أَلَتْنَاهُم مِّنْ عَمَلِهِم مِّن شَيْءٍ كُلُّ امْرِئٍ بِمَا كَسَبَ رَهِينٌ

และบรรดาผู้ศรัทธา บรรดาลูกหลานของพวกเขาจะดำเนินตามพวกเขาด้วยการศรัทธา เราจะให้ลูกหลานของพวกเขาอยู่ร่วมกับพวกเขา และเราจะไม่ให้การงานของพวกเขาลดหย่อนลงจากพวกเขาแต่อย่างใด แต่ละคนย่อมได้รับการค้ำประกันในสิ่งที่เขาขวนขวายไว้ [อัลกุรอาน 52:21]

อินซาอัลลอฮฺพวกเราคงได้พบกันอีกในโลกหน้า.......

วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2550

แม่โกหกผม 8 ครั้งในชีวิต

รักแม่ครับ


แม่โกหกผม 8 ครั้งในชีวิต

1. เรื่องเริ่มขึ้นตอนเมื่อผมเป็นเด็ก ๆ ผมเกิดในครอบครัวยากจน ครอบครัวของเราจนมากจนต้องอดข้าวบ่อย ๆ เมื่อไหร่ก็ตามเมื่อถึงเวลากินข้าว...แม่จะแบ่งข้าวมาให้ผมเพิ่มขึ้นอีกพร้อมทั้งพูดว่า

"ลูกต้องกินข้าวเพิ่มขึ้นนะ...ส่วนแม่ไม่ค่อยหิว"

นี้เป็นครั้งแรกที่แม่โกหกผม

2. เมื่อผมเติบโตขึ้น คุณแม่เพียรพยายามหาเวลาว่างไปตกปลาในแม่น้ำ เพื่อว่าผมจะได้กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของผม แม่ต้มปลาที่ตกมาได้ทำเป็นซุปให้ผมกิน
ในขณะที่ผมกินแกงต้มปลา..แม่จะนั่งข้าง ๆ ผม แทะกินเศษเนื้อปลาที่ติดอยู่ตามก้างปลาหลังจากที่ผมได้กินเนื้อปลาไปแล้ว ผมรู้สึกตื้นตันใจมาก..ผมพยายามแบ่งเนื้อปลาให้แม่ แต่แม่ปฎิเสธทันควันพร้อมกับกล่าวว่า

"ลูกกินเถอะ...แม่ไม่ค่อยชอบกินเนื้อปลา"

นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่แม่โกหกผม

3. เมื่อผมเรียนอยู่ชั้นมัธยม เราต้องใช้เงินเพิ่มมากขึ้น แม่ต้องหารายได้พิเศษด้วยการรับงานเล็ก ๆน้อยจากโรงงานมาทำที่บ้าน บางครั้งผมตื่นขึ้นมาตอนตี 1 หรือตี 2...ผมยังเห็นแม่กำลังทำงาน "แม่ครับ...นอนเถอะครับมันดึกมากแล้ว พรุ่งนี้แม่ต้องไปทำงานอีก" แม่ยิ้มกับผมพูดว่า

"ลูกนอนต่อก่อนนะ...แม่ยังไม่เหนื่อย...นอนไม่หลับ"

ครั้งที่ 3 แล้วที่แม่โกหกผม

4. ตอนเมื่อใกล้จบชั้นมัธยมผมต้องไปสอบเป็นวันสุดท้าย แม่อุตส่าห์หยุดงานไปเป็นเพื่อนและเพื่อเป็นกำลังใจให้ผม มันเป็นวันที่แดดร้อนมาก ๆ...แม่ต้องรอผมอยู่หลายชม. เมื่อผมทำข้อสอบเสร็จ...รีบออกมาหาแม่ เห็นแม่ผมมีเหงื่อออกท่วมตัว..แต่ท่านกลับรินน้ำเย็นที่เตรียมมาให้ผมดื่ม ผมเห็นแม่รู้สึกเหนื่อยและร้อนจึงขอให้แม่ดื่มน้ำก่อน แม่พูดขึ้นว่า

"ลูกดื่มเถอะ....แม่ยังไม่กระหายน้ำ"

นั่นเป็นครั้งที่ 4 ที่แม่โกหกผม

5. หลังจากที่พ่อผมล้มป่วยและเสียชีวิต คุณแม่ที่น่าสงสารต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว แต่ก็ยังไม่ค่อยเพียงพอไม่ว่าคุณแม่จะพยายามมากขึ้นเพียงไร คุณลุงที่อยู่ข้าง ๆบ้านท่านเป็นคนดี พยายามมาช่วยเหลือครอบครัวเราเสมอ....เช่นซ่อมแซมบ้านที่ผุพัง..ฯลฯ เพื่อนบ้านเห็นครอบครัวลำบากมากก็แนะนำให้แม่แต่งงานใหม่ แต่แม่ยืนกรานไม่เห็นด้วย แม่พูดกับผมว่า

"แม่มีลูกอยู่ทั้งคน...แม่ไม่ต้องความรักอีก"

แม่โกหกผมเป็นครั้งที่ 5 แล้ว

6. ในทื่สุดผมก็เรียนจบและมีงานทำ ผมอยากให้แม่ซึ่งตรากตรำทำงานหนักมาตลอดได้พักผ่อนบ้าง แต่แม่ไม่ยอม.....กลับไปตลาดทุกเช้า ขายผักที่หามาได้เพื่อเลี้ยงชีพทั้ง ๆที่ผมพยายามส่งเงินมาให้แม่ (ผมต้องไปทำงานในเมืองที่ห่างไกล) แม่ผมไม่ค่อยยอมรับเงินผม..บางครั้งยังส่งเงินกลับคืนให้ผมอีก แม่พูดกับผมว่า

"แม่มีเงินพอใช้แล้ว...ลูกควรเก็บเงินไว้สร้างฐานะ"

แม่โกหกผมเป็นครั้งที่ 6

7. เพื่ออนาคตที่ก้าวหน้า..ผมตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทด้วยทุนของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในอเมริกา เมื่อผมเรียนจบก็ได้งานทำที่นั่นและมีเงินเดือนค่อนข้างสูง เมื่อทำงานไปได้สักพัก...ผมอยากให้แม่ผมมาอยู่กับผมที่อเมริกา เพื่อว่าแม่จะได้หยุดทำงาน...พักผ่อนให้สบายในบั้นปลายของชีวิต แต่แม่ผมไม่อยากรบกวนผม...บอกผมว่า

"แม่ไม่คุ้นเคยกับชีวิตต่างแดน"

ครั้งที่ 7 แล้วซินะที่แม่โกหกผม

8. เมื่อแม่แก่ตัวลงไปเรื่อย ๆ..ในที่สุดแม่ก็เป็นมะเร็งและต้องเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล
ผมลางานแล้วรีบบินกลับมาหาแม่สุดที่รักทันที แม่ผมนอนพักฟื้นอยู่บนเตียงเมื่อผมไปถึง
น้ำตาผมไหลอาบแก้มเมื่อเห็นแม่ซึ่งผ่ายผอมและดูทรุดโทรมลงอย่างมาก แม่รู้สึกดีใจมากที่เห็นผม....พยายามยิ้มอย่างสดชื่น ด้วยความลำบาก ผมรู้ดีว่าแม่ได้ฝืนความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างสุดฝืน จากโรคมะเร็งร้ายที่ลามไปทั่วทั้งตัว ผมโอบกอดแม่พร้อมกับร้องไห้ด้วยความสงสาร หัวใจผมในขณะนั้นเศร้าหมองและเจ็บปวดอย่างที่สุด แม่พยายามปลอบผมด้วยเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ

"ลูกรักของแม่...เห็นหน้าลูกแม่ไม่รู้สึกเจ็บแล้ว"

นี่เป็นครั้งที่ 8 ที่แม่โกหก

และเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของแม่ที่โกหกผม

แม่ที่ผมรักและบูชามาตลอดชีวิตได้ปิดตาลงและจากผมไปอย่างไม่มีวันกลับ หลังจากที่เธอกล่าวคำโกหกครั้งที่ 8 จบลง........

วันแม่ปีนี้ไปกราบคุณแม่กันนะครับ.....



ขอบคุณท่านเจ้าของบทความนี้ครับไม่ว่าท่านจะเป็นใครขอบคุณครับ

วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2550

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2550

วันเสาร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2550

Tala`a al-Badru `Alayna


ya nabi salam `alayka
ya rasul salam `alayka
ya habib salam `alayka
salawatullah `alayka
*********************
tala`a al-badru `alayna
min thaniyyat al-wada`
wajaba al-shukru `alayna
ma da`a lillahi da`
*********************
anta shamsun anta badrun
anta nurun fawqa nur
anta iksiru al-wujud
anta misbah al-sudur
*********************
ashraqa al-badru `alayna
fakhtafat minhu al-budur
mithla husnik ma ra'ayna
qattu ya wajh al-surur
*********************
ya habibi ya muhammad
ya `arus al-khafiqayn
ya mu'ayyad ya mumajjad
ya imam al qiblatayn
*********************
ya nabi salam `alayka
ya rasul salam `alayka
ya habib salam `alayka
salawatullah `alayka
*********************
O Prophet, Peace be upon you.
O Messenger, Peace be upon you.
O Beloved, Peace be upon you.
The Blessings of Allah be upon you.
*********************
The full moon has risen over us
From the mountains of al-Wada`.
We shall ever give thanks for it
As long as there will be callers to Allah.
*********************
You are a sun, you are a full moon,
You are light upon light,
You are the quintessence of existence,
You are the lamp in every breast
*********************
The full moon has risen over us
Eclipsing all other moons.
Such as your beauty we have never seen
No, never, O face of delight!
*********************
O My beloved, O Muhammad,
O bridegroom of the East and the West,
The one Allah vindicated and exalted,
O Imam of the Two Directions!
*********************
O Prophet, Peace be upon you.
O Messenger, Peace be upon you.
O Beloved, Peace be upon you.
The Blessings of Allah be upon you.
*********************

Tala'al Badru

Tala`a al-badru `alayna by Yusuf Islam

วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2550